ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตอนที่3 หม้อทองใบแรก (1)                   ภายในห้องของครอบครัว หยานเจิ้นเจิ้นส่งหมั่นโถวลูกหนึ่งให้เห่อซื่อ น้ำเสียงจากที่เคยขับสู้แกร่งกร้าวเย็นชาเมื่อครู่ได้อันตรธานหมดสิ้น คงเหลือเพียงความอ่อนโยนและรักใคร่ว่า                   “ท่านแม่ คงหิวมากเลยกระมัง รีบกินหมั่นโถวกับไก่ย่างก่อนเถิด”                   นับตั้งแต่วันนั้นที่สามีของนางหายสาบสูญไป เห่อซื่อก็ไม่เคยได้รับประทานอาหารดีๆหรือข้าวที่หุงร้อนๆในบ้านหลังนี้อีกเลย เห็นหมั่นโถวสะอาดสีขาวลูกโตสะอาดตรงหน้า นางอดกลืนน้ำลายกระเดือกลงคอด้วยความหิวโหยมิได้ แต่สุดท้ายยังคงยืนกรานปฏิเสธ ผลักไสส่งกลับให้หยานเจิ้นเจิ้น                    “แม่ยังไม่หิวเท่าไหร่ ลูกนั่นแหละที่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า รีบๆกินก่อนเถอะ”                   ในชีวิตก่อนหน้า ณ ยุควันสิ้นโลก หยานเจิ้นเจิ้นสูญเสียทั้งพ่อทั้งแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก ความรักใคร่ห่วงใยจากผู้เป็นมารดาเช่นนี้ นานเท่าไหร่แล้วที่มิได้สัมผัส? นางพลันรู้สึกคัดจมูกแดงระเรื่อขึ้น น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้งเจียนจะร้องไห้ แต่ยังคงยิ้มสู้ขานรับกลับไป                   “ทั้งหมั่นโถวทั้งไก่ย่างมีตั้งมากมาย งั้นเรามากินด้วยกันเถิด ถ้าไม่พอจริงๆ เดี๋ยวข้าจะไปเอาจากครัวมาเพิ่ม”                   จังหวะเดียวกัน ดวงตาคู่สวยของหยานเจิ้นเจิ้นค่อยๆเลื่อนมองไปทางทารกตัวน้อยในอ้อมแขนของเห่อซื่อ แลเห็นดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสประดุจองุ่นแวววับสองลูก ไหนจะผิวพรรณขาวนวลดั่งน้ำนมอีก เสียอย่างเดียวคือร่างกายที่ซูบผอมเกินไปหน่อย เอื้อมมือออกไปสัมผัสฝ่ามืออวบๆของน้องสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ทว่าทันใดนั้นเอง นางก็บังเอิญสังเกตเห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หลังมือของทารกน้อย เห็นเช่นนี้หยานเจิ้นเจิ้นถึงกับชะงักอึ้งเล็กน้อย                   ในชีวิตก่อนหน้า หยานเจิ้นเจิ้นเคยเก็บแมวสีขาวตัวหนึ่งมาเลี้ยงซึ่งมีชื่อว่า ‘เจ้าเกี๊ยวขาว’ จุดเด่นของมันก็คือรอยปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่อุ้งเท้าขวาเหมือนกับทารกน้อยตรงหน้าไม่มีผิด แต่น่าเสียดายที่ครึ่งปีก่อน เจ้าเกี๊ยวขาวกลับหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งพูดกันตามตรง การหายตัวไปในยุควันสิ้นโลกที่มีแต่ซอมบี้กับพวกคนโฉดชั่วเช่นนั้น จุดจบจะเป็นเยี่ยงไรก็รู้กันอยู่และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะถ้าไม่ถูกซอมบี้รุมทึ้ง ก็คงถูกพวกมนุษย์จับไปต้มกินเพื่อประทังชีวิต อย่างไรก็เถอะ แม้นางจะตระหนักดีถึงสัจธรรมนี้ แต่สัตว์เลี้ยงที่เป็นดั่งเพื่อนและสหายร่วมรบหายไปทั้งตัว ใครเล่าจะไม่รู้สึกเศร้าโศก แต่เดี๋ยวก่อนนะ ตอนนี้น้องสาวของนางอายุย่างเข้าหกเดือนพอดีเหมือนกันมิใช่รึ? นี่หรือว่า…                   หยานเจิ้นเจิ้นอุ้มทารกน้อยชูขึ้นกลางอากาศคล้ายจะเล่นเป็นเครื่องบิน สร้างความสนุกสนานให้แก่เจ้าตัวน้อย ด้วยความอาลัยคิดถึงแมวตัวโปรดนั่นเอง ทำให้นางเผลอเรียกขานน้ำเสียงอ่อนนุ่มโดยมิตั้งใจ                   “ถ้าเจ้าคือเจ้าเกี๊ยวขาวกลับชาติมาเกิดก็คงดี…”                   เสมือนว่าทารกน้อยเข้าใจถึงสิ่งที่หยานเจิ้นเจิ้นกำลังพูด เนี่ยเนี่ยกระพริบดวงตาใสปริบๆพร้อมกับยิ้มร่าอย่างใสซื่อแทนคำตอบรับ หยานเจิ้นเจิ้นจุมพิตประทับกลางหน้าผากน้องสาวด้วยความอ่อนโยน ในภายภาคหน้ายังมีเวลาเหลืออีกมากมาย และนางเองก็ตระหนักดีว่า หน้าที่หลักของตน ณ ปัจจุบันคือการสั่งสอนอบรมและปกป้องน้องสาวผู้นี้ให้เติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยแข็งแรง                   “เจิ้นเจิ้น? เจิ้นเจิ้นลูก?”                   เห่อชื่อสะกิดแขนบุตรสาวอยู่หลายต่อหลายครั้ง คิ้วขมวดถักเป็นรอยย่นเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง                   “ลูกเป็นอะไรไปรึ? กำลังคิดอะไรอยู่?”                   หยานเจิ้นเจิ้นได้สติจึงแสร้งอ้าปากหาววอดแล้วตอบว่า                   “แค่ง่วงนิดหน่อยก็เลยเหม่อๆน่ะ”                   สำหรับลูกสาวคนนี้ ผู้เป็นแม่ไม่เคยกังขาสงสัยในคำพูดคำจา จึงลูบหัวหยานเจิ้นเจิ้นแผ่วเบาพร้อมขานตอบกลับไป                   “ถ้าง่วงก็รีบเข้านอนเถิด”                   เมื่อเห่อซื่อจัดแจงปูที่นอนเสร็จ หยานเจิ้นเจิ้นพยักหน้าอย่างเชื่อฟังพร้อมล้มตัวลงนอนว่องไว จนกระทั่งถึงกลางดึกสงัด เมื่อเห่อซื่อกับเนี่ยเนี่ยน้องสาวนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว นางจึงเสาะโอกาสเข้าสู่ห้วงมิติอีกครั้ง                   ผลไม้ในแปลงเพิ่งงอกสดๆใหม่ๆ ภายใต้ฤทธิ์ความมหัศจรรย์ของน้ำพุวิญญาณ ส่งผลให้พวกมันโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยเฉพาะดอกบัวมุกที่ส่งกลิ่นหอมหวานพัดโชยไปทั่วสวนไร่ หยานเจิ้นเจิ้นครุ่นพินิจอยู่นานว่า จะนำผลผลิตชุดนี้ไปเล่นแร่แปรธาตุเยี่ยงไรดี จึงจะสามารถทำกำไรก้อนแรกได้มากๆ?                   หากพูดถึงบัวมุกก็ต้องนึกถึงขนมหวานเป็นอย่างแรก ปิงเฟิ่น (วุ้นเย็นสไตล์เสฉวน) ดูจะเข้าท่าที่สุด! โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเยี่ยงนี้แล้ว ขนมเย็นย่อมตอบโจทย์เป็นอย่างดี                   นึกขึ้นได้เช่นนั้น นางจึงเริ่มลงมือไม่รีรอ                   ขั้นแรก หยานเจิ้นเจิ้นนำบัวมุกที่เก็บเกี่ยวได้มาล้างให้สะอาด พร้อมกับหยิบเส้นบุกที่เป็นเสบียงอาหารฉุกเฉินเพียงไม่กี่ชิ้นที่ปลดล็อกได้ตั้งแต่เริ่มมาแช่น้ำให้บวมนุ่ม ถัดมาจึงเลือกแตงโมลูกสวยอวบอิ่มมาผ่าแกะเมล็ดพร้อมตัดเป็นชิ้นเต๋าพอดีคำน่ารับประทาน เมื่อถึงคราวจัดเรียง จึงวางเส้นบุกนุ่มนิ่มลงในถ้วยพร้อมด้วยบัวมุกกับชิ้นแตงโม โรยหน้าด้วยถั่วลิสงบดกับผงน้ำตาลทรายแดงลงไป เท่านี้ก็สามารถเนรมิตปิงเฟิ่นที่มีรสหวานละมุนและสดชื่นขึ้นได้แล้ว หยานเจิ้นเจิ้นลองชิมคำหนึ่งแล้วจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ตลอดค่ำคืนนั้น นางลงมือทำเพิ่มอีกหลายสิบถ้วย และเพราะมัวแต่ปรุงขนมหวานออกมาขาย รู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งเช้าของอีกวันเสียแล้ว เมื่อออกจากห้วงมิติจึงพบว่า เห่อซื่อกับเนี่ยเนี่ยน้องสาวยังคงหลับสนิทฝันดีอยู่ เช่นนั้น นางจึงย่องออกจากบ้านพร้อมกับถาดใส่ปิงเฟิ่นอีกหลายสิบถ้วย                   ตลาดช่วงเช้าบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา ทั้งคนซื้อและพ่อค้าขายของมากหน้าหลายตาต่างเดินกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย หยานเจิ้นเจิ้นเสาะหาทำเลที่ว่างเหมาะๆแถวนั้นตั้งถาดจัดเรียงปิงเฟิ่นอย่างว่องไว กระแอมไอปรับเขย่ากระเดือกอยู่สองสามที แล้วจึงเริ่มตะโกนเสียงหวานฉ่ำตามแบบฉบับสาวน้อยขายของในทันใด                   “ปิงเฟิ่นจ้า ปิงเฟิ่นเย็นๆสดชื่น…”                   เสียงตะโกนสดใสรื่นหูของนางสามารถชักนำดึงดูดความสนใจของใครหลายคนที่สัญจรบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีใครสักคนที่กล้าเข้ามาซื้อจริงๆ จะมีก็เพียงเสียงกระซิบกระซาบเบาๆว่า                   “ปิงเฟิ่นคืออันใด? กินได้จริงๆกระมัง?”                   “ข้าก็มิทราบ ชื่อนี้ไหนเลยไม่เคยคุ้นหูมาก่อน ดูเข้าสิ บอกว่าเย็นๆสดชื่นแต่กลับไม่มีน้ำแข็งแม้สักก้อน?”                   “นั่นสิ มีแต่ผงถั่วกับผงน้ำตายทรายแดง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเส้นบะหมี่ในนั้นด้วย สิ่งนี้ยังเรียกว่าของหวานอยู่หรือไม่?”                   ฟังจากบทสนทนาของผู้คนที่เดินขวักไขว่ผ่านไปมา หยานเจิ้นเจิ้นเริ่มตระหนักได้ทันทีว่า ผู้คนในยุคสมัยนี้กลับไม่รู้จักขนมหวานที่ชื่อปิงเฟิ่นมาก่อน                   “แม่หนูเอ๊ย เจ้าสิ่งที่กำลังขายอยู่นั่นมันเรียกว่าอะไร? ปิงเฟิ่นรึ?”                   ชายชราอีกคนที่ตั้งแผงขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างเคียงกันถึงกับหลุดหัวเราะ เห็นเส้นบุกหนุบหนับในชามขนมที่ดูไม่เข้ากันแม้สักนิด เจ้าตัวจึงอาสาจับตะเกียบคีบเส้นบะหมี่แป้งที่กำลังต้มอยู่ในหม้อขึ้นแสดง แล้วกล่าวกับหยานเจิ้นเจิ้นว่า                   “แม่หนู ดูนี่ ดูนี่ เส้นบะหมี่ที่ดีจะต้องมีสีขาวและเรียวเล็ก หาใช่เส้นหมี่อย่างของเจ้าที่สีเข้มดูไม่น่ารับประทาน แล้วคิดเยี่ยงไรถึงได้นำเส้นบะหมี่ไปใส่กับแตงโมและบัวมุก? ดูยังไงก็หาเข้ากันสักนิดไม่! ไม่ไหว ไม่ไหว…”

ตอนนี้มีเนื้อหาให้อ่านเพียงเท่านี้

อ่านต่อเพื่อติดตามเรื่องราว

อ่านต่อ

รายการตอน

ทั้งหมด 310 ตอน

  1. ตอนที่ 1บทที่ 1 การเกิดใหม่
  2. ตอนที่ 2บทที่ 2 พวกญาติตัวดี
  3. ตอนที่ 3บทที่ 3 หม้อทองใบแรก (1)

ผลงานใหม่