ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

บทที่ 2 CHAPTER 1

CHAPTER 1

“ป้ากวาคะ...” เพราะเสียงตอบกลับมาคือความเงียบงันความระทึกกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่อยู่หน้าอกข้างซ้ายก็ออกกำลังแรงเต้นรัวขึ้น ใจก็หวังให้ได้ยินเป็นเสียงตอบกลับแม้มันจะสวนทางกับความเป็นจริงเลยก็ตาม เมื่อเป็นแบบนั้นฉันจึงใช้เท้าตวัดขาตั้งจักรยานคันเก่งของตัวเองลงจากนั้นก็เดินเข้ามาในบริเวณบ้านทรงไทยที่ตั้งเด่นในพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ในนาม ‘นาคนิล’ หรือว่าไร่นาคนิลที่ใครต่างเรียกจนชินปาก ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่จังหวัดเหนือสุดของประเทศคือจังหวัดเชียงรายที่สำคัญไม่มีใครไม่รู้จัก ความเลื่องชื่อในด้านต่างๆ โดยเฉพาะความเป็นชาไร่แห่งนี้ตั้งอยู่บนที่สูงบรรยากาศจึงค่อนข้างเย็นปกคลุมตลอดทั้งปีและจะเย็นสุดในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงแต่ที่แน่ๆ นาคนิลมีจำนวนลูกจ้างเยอะเทียบเท่าโรงงานหนึ่งโรงเลยแหละ ที่การันตีได้เพราะแม่ฉันทำงานอยู่ไร่แห่งนี้ และฉันก็อยู่ที่นี้ตั้งแต่เกิดกระทั่งตอนนี้อายุ 13 แล้ว ฉันก้าวเดินเข้ามาในบริเวณบ้านเดินไปทั่วใต้ถุนแต่ก็ไม่พบกับป้ากวาเลยฉะนั้นความคิดหนึ่งเข้ามาแทรกพร้อมกับใบหน้าที่เงยขึ้นมองชั้นสองของบ้านนี้ ไม่คิดเปล่าแล้วเมื่อสองเท้าถอดรองเท้าหูคีบเอาไว้ใกล้ตุ่มดินเผาข้างกันนั้นมีต้นดอกแก้วต้นพอประมาณขึ้นอยู่ เท้าเปล่าที่ก้าวขึ้นเหยียบบันใดสะอาดที่ละขั้นกระทั่งมาอยู่บนชั้นสองได้สำเร็จ จากที่ยืนนั้นฉันเห็นวิวไร่ชาตอนเช้าที่โคตรสวยเพราะแสงแดดจากพระอาทิตย์ส่องสอดแทรกผ่านไอหมอกกระทบหักเหกันจนกลายเป็นลำแสงสวยงามการชื่นชมในบรรยากาศตรงหน้าเกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเพราะตอนนี้ฉันได้ยินเสียงคนเดินมาทางด้านหลังพอหันไปก็เป็นคนที่อยากพบ ป้ากวาหรือเรียกอีกชื่อว่าแม่เลี้ยงกวา ป้ากวาอยู่ในชุดพื้นเมืองล้านนา เสื้อผ้าทอสีดำแขนยาวเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกลวดลายสวยเด่นผมยาวสีดำสนิทถูกม้วนขึ้นปักด้วยปิ่นสีเงินมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ “ป้ากวา” “ก็ป้านะสิจะใครอีก” “ใจเดินหาทั่วบ้านเลย” ฉันพูดออกมาพร้อมเข้าไปช่วยป้ากวาที่ในมือถือถาดใหญ่มาด้วย “เดี๋ยวใจช่วยเองค่ะ” ฉันวางถาดลงกลางโต๊ะที่ตั้งออกไม่ไกลในถาดใบนี้มีขนมสองชนิดที่ถูกแบ่งเป็นฝั่งเอาไว้ ขนมสองชนิดนี้มีสีสันสวยแถมยังส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจมูกยิ่งนัก “นั่งมองขนมไปก่อนนะใจเดี๋ยวป้ามา” “ค่ะป้ากวา” การนั่งเฝ้าขนมมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อทั้งสีสันกลิ่นส่งมาแตะจมูกแบบนี้แต่ฉันก็ต้องอดทนเป็นอย่างมาก ป้ากวาทำขนมอร่อยจะตายและเชื่อว่าที่อยู่ตรงหน้าจะมีรสชาติอร่อยกว่าทุกครั้งด้วยเนื่องจากไม่เคยเห็นและกินมาก่อน วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์และเมื่อถึงเสาร์อาทิตย์ทีไรแม่จะให้ฉันมาช่วยป้ากวาทุกครั้ง ป้ากวามีบุญคุณมาก ฉันรู้จึงเข้าใจที่แม่สอนมาตลอด ผ่านไปสักพักเดียวป้ากวากลับมาอีกครั้งพร้อมกับโถลายไทใบพอประมาณส่วนอีกมือหนึ่งเป็นถ้วยสองใบซ้อนกันฉันรีบลุกขึ้นแล้วไปช่วยท่านโดยการถือถ้วยออกมาวางไว้ที่โต๊ะ “มีอะไรเรามาหาป้าแต่เช้าเลย” “แม่ค่ะ แม่ให้น้อย...” “มาช่วยป้าอีกแล้วสิเรา” “ช่วยได้ค่ะใจเต็มใจมากป้ากวามีขนมอร่อยให้ทาน” “เด็กหนอเด็ก” ป้ากวาส่ายหน้าประกอบและฉันก็รู้ดีว่าตอนนี้ควรทำอะไรจึงค่อยๆ เอาถ้วยออกมาวางเอาไว้ตามที่ป้ากวาเคยสอนทุกครั้งทว่าครั้งนี้ถ้วนกับมีสามใบ ป้ากวาหยิบมาเกินหรือว่า... “ป้ากวาคะคือ...” “แม่ครับเสื้อยืดตัวสีดำของกวางอยู่ไหน” และประโยคของฉันก็กลืนลงลำคอไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีประโยคนี้เข้ามาพร้อมกับบุคคลหน้าใหม่ที่ตัวสูงโปร่งตอนนี้เดินเข้ามาทั้งชุดคลุมส่งกลิ่นมิ้นท์หอมอ่อนๆ โชยเข้ามาแตะจมูก เรือนผมสีดำสนิทไม่ได้เชตแต่เปียกลู่ไปด้วยน้ำอีกทั้งกรอบหน้าตามสันกรามยังเปียกชื้นอยู่นั้นเรียกสายตาฉันไปจับจ้องนี่ยังไม่รวมจมูกโด่งริมฝีปากสีชมพูสดบอกได้เลยว่าโคตรของโคตรหล่อ “ในตู้สิหาดีหรือยัง” “ก็…” “ไปลองหาอีกครั้ง” “ครับ” แค่เสี้ยวนาทีที่หางตาของเขาเหลือบมามองฉันก่อนย้ายเคลื่อนตัวออกไปความงงของตัวเองคงไปกระทบสายตาของป้ากวามั้งจึงทำให้ป้ากวายิ้มนิดๆ พลางตักข้าวต้มกุ้งในโถลายไทใส่ถ้วยที่ฉันเตรียมเอาไว้ “พี่เขาเป็นลูกชายป้าเองพึ่งขึ้นจากกรุงเทพ” “อ่อค่ะ” “จะมาอยู่ด้วย” รู้ไหมการนั่งทานข้าวตั้งแต่อายุ 13 มาไม่มีครั้งไหนที่จะเกร็งร่างกายได้เท่านี้อีกแล้วแหละไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนซ้ายหรือว่าขวาก็ตามจะมีหางตาหนึ่งจับจ้องมายังตัวฉันตลอดหรือว่าไปทำอะไรไม่เข้าตาไว้นะถึงได้โดนหมายด้วยสายตาขนาดนี้ นี่ขนาดมาล้างถ้วยในครัวก็ยังติดตาไม่หายเลย พอจัดการทุกอย่างเสร็จก็ออกไปเผชิญความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง “ใจเราพับใบเตยเป็นดอกไม้ได้ใช่มั้ย” “ใช่ค่ะป้ากวา” ฉันนั่งลงในเก้าอี้ของตัวเองซึ่งตั้งอยู่หน้าของเขาผู้ชายใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์มสีเทาคนเดิม “ป้ากวาอยากได้เหรอคะเดี๋ยวใจทำให้ค่ะ” “คนนี้ต่างหากที่เขาชอบ” “อ่า... เดี๋ยวใจทำให้คุณกวางเองค่ะ” เขาชื่อว่า ‘กวาง’ เขาเป็นรุ่นพี่ฉันเกือบ 5-6 ปีเลย และเขาอยู่ ม.6 จะย้ายเข้ามาเรียนในเทอมนี้ “ไม่เป็นไร... น้อยใจสอนพี่เลยดีกว่าครับ” “ค่ะ ” เพราะคำยืนยันที่หนักแน่นนั้นผูกมัดให้ฉันต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเวลาต่อมาทั้งฉันแล้วก็คุณกวางมายืนอยู่หลังบ้านที่เยื้องไปข้างนั้นเป็นสระบัวกว้างพื้นที่ข้างกันกอใบเตยสิ่งที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นอยู่เต็มรอบๆ “จะทำอะไร” ฉันจะก้าวเท้าเดินไปยังกอใบเตยเหล่านั้นก็ถูกมือใหญ่ยื่นมือใช้นิ้วชี้เกี่ยวคอเสื้อรั้งเอาไว้ให้หยุดเมื่อเป็นอย่างงั้นแล้วมีเหรอที่ฉันจะไม่หันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งด้านหลัง “ก็จะไปเอาใบเตยไงคะคุณกวาง” “ระวัง” ไม่แค่ว่าเปล่านิ้วที่รั้งคอเสื้อก็ถูกปล่อยออก “ตกลงสระจะซ้ำให้” “...” “พูดจริงนะใจ” ใจงั้นเหรอ ใจคือสรรพนามที่ฉันแทนตัวเองกับคนที่สนิทส่วนคนอื่นๆ ฉันมักแทนด้วยน้อยเสมอพอได้ยินคุณกวางเรียกแบบนี้มันก็อดยิ้มให้อีกฝ่ายไม่ได้ “สบายค่ะ ใจมาทุกวันเวลาที่จะเอาใบเตยไปทำขนม” “หัดระวังเอาไว้บ้าง” ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ประมาทนะ ทุกวันนี้ฉันก็ระวังตัวอยู่นะ “ค่ะ” ใช้เวลาไม่นานในมือของฉันและของคุณกวางก็เต็มไปด้วยใบเตย คุณกวางให้ฉันยืนรอใต้ต้นมะม่วงที่ขึ้นข้างกันส่วนตัวเองกำลังนั่งลงมัดใบเตยให้รวมกันแต่มีเหรอที่คนอย่างฉันจะนิ่งเมื่อนึกว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งจึงเลี่ยงไปหาวัตถุดิบที่จะทำมาไว้ในมือ ทั้งฉันและคุณกวางขึ้นมาบนบ้านโดยไร้เงาของป้ากวา ป้ากวาไม่อยู่บ้านแต่เลือกไปดูร้านกาแฟของไร่แทนฉะนั้นในนาทีนี้มีแค่ฉันกับคุณกวางที่อยู่ด้วยกัน “ทำใส่แจกันใบนี้นะข้างในพี่ใส่น้ำเอาแล้ว” “งั้นมาเริ่มกันเลยนะคะเริ่มจากเอาใบเตยมาทำแบบนี้ก่อน...” ฉันสอนอีกฝ่ายให้ทำเหมือนตัวเองมันอาจทุลักทุเลบ้างแต่ผลที่ออกมาก็อยู่ในระดับที่พอใจ คุณกวางหัวเร็วสามารถทำได้ตั้งแต่สองอันแรกฉะนั้นในตอนนี้เขาก็ยังตั้งใจทำอยู่ส่วนฉันหยุดตั้งแต่เมื่อกี้แล้วแหละ “ทำสวยนะคะเนี่ย” ฉันพักสิ่งที่ทำในมือที่ใกล้จะเสร็จลงวางบนตักเมื่อเห็นว่าดอกสุดท้ายในมือใหญ่ใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว ดอกสุดท้ายที่ดูอีกฝ่ายตั้งใจทำกว่าดอกอื่นๆ ที่ผ่านมาเสียด้วย นึกไม่ถึงนะเอาจริงว่าผู้ชายอย่างคุณกวางจะมาทำอะไรแบบนี้ด้วยตัวเองคงเป็นเพราะท่าทางลักษณะมันไม่ให้มาทางนี้เลยมั้ง คุณกวางเป็นผู้ชายที่ดูแบดเอาการ นึกว่าจะชอบอะไรที่ตรงข้ามมากกว่า “ตั้งใจมากดอกนี้” “ค่ะ” เป็นแบบนี้ฉันจึงไม่กล้ากวนอีกต่อไปจะหันมาสนใจสิ่งที่ตัวเองทำเงียบๆ กระทั่งความเงียบเข้ามาปกคลุมได้ไม่ถึง 5 นาทีเสียงอีกคนก็ดังขึ้นพร้อมกับสิ่งที่ฉันกำลังทำมันก็เสร็จสมบูรณ์ลง “แล้วนี่คืออะไร?” “นี่เหรอคะ” ฉันยื่นสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือออกไปให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ในมือฉันนั้นเป็นดอกพุดที่ถูกทำเป็นตัวสัตว์บนก้านกิ่งก้านของดอกแก้วส่วนหางสัตว์นั้นเอาดอกบานไม่รู้โรยมาใช้ “กระแตพุดค่ะ” “น่ารักดีใช้ทำอะไรบ้าง” หลายอย่างเลยนะเท่าที่เห็นมาเมื่อนึกได้ฉันจึงรีบบอกคุณกวาง “ไว้บนหัวเตียงหรือไม่ก็ไหว้พระค่ะคุณกวาง” “งั้น...” คุณกวางยื่นมือมาคว้ากระแตพุดไปจากมือของฉันจากนั้นก็เอาดอกไม้ใบเตยที่เป็นฝีมือของตัวเองที่เป็นดอกสุดท้ายมาวางเอาไว้ทดแทนกันจะว่าแลกก็คือแลกนั่นแหละไม่แปลกอะไร “แลกกัน” อ่าแบบนี้เอง... ฉันกำดอกใบเตยมาวางไว้บนตักของตัวเองแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองคุณกวางที่ยังสนใจกระแตพุดในมือไม่หาย เขาพลิกไปมาแล้วสังเกตแบบนั้นเหมือนไม่เคยสัมผัสหรือว่าเห็นมาก่อน “อยากได้อีกหรือเปล่าคะ ใจจะได้ทำให้” “หื้ม?” “ก็คุณกวางจะเอาไปไหว้พระไงคะ ใช้หลายๆ ตัวก็ได้แทนดอกไม้อะไรแบบนี้” “ใครบอก” “อ้าว” ฉันร้องงงออกมาในทันทีเมื่อได้ยินแบบนี้ก็นึกว่าเขาจะเอาไปไหว้พระต่างหากถึงจะทำเอาไว้ให้อีกหลายๆ ตัวแต่นี่ไม่ใช่ “แล้วเอา...” “จะเอาไปไว้บนหมอน” “…” “ในห้องนอนต่างหากยัยเด๋อ” แล้วชื่อฉันจากใจก็เปลี่ยนเป็นยัยเด๋อไปแล้ว “ใครจะไปรู้ละคะคุณกวาง” พอฉันปฏิเสธเขาก็ชะงักแล้วใช้สายตามองนิ่งมา “มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พี่กวาง” “…” “เรียกแบบนี้นะยัยเด๋อ” “…” พี่กวางงั้นเหรอ “เข้าใจมั้ยครับ” “…” ฉันพยักหน้าหงึกๆ รับเป็นคำตอบที่ไร้เสียงพูด ก็ได้น้อยใจจะเรียกว่าพี่กวาง “โอเค” เพราะอีกฝ่ายลุกเอาแจกันกับกระแตพุดเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องนอนฉันที่ว่างงานจึงเปลี่ยนท่าทางให้ตัวเองสบายขึ้นโดยการโน้มตัวไปด้านหลังพร้อมกับเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้าทิ้งศีรษะลงหมอนอิงระยะของสายตาจึงเปลี่ยนไปมองเพดานของบ้านแทน ดวงไฟกลมที่มีความระยิบระยับประดับรอบบ่งบอกถึงระดับความมีฐานะทางการเงินที่อยู่ในระดับดีมาก ทุกอย่างบนบ้านทรงไทยหลังนี้จึงมีมูลค่าที่ถ้าตีเป็นราคาต้องมีจำนวนมหาศาลอยู่มากกว่าบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้มันไม่แปลกเลยถ้าจะเป็นแบบนั้น ก็เหมือนที่แม่บอกว่าป้ากวารวยมาก สามีป้ากวาก็ร่ำรวยมากอีกเช่นกัน แล้วแบบนี้ผลประโยชน์จะตกไปไหนถ้าไม่ใช่พี่กวาง ลูกชายเพียงคนเดียว... พี่กวางทำบุญด้วยอะไรนะ ทำบุญมากจากชาติที่แล้วไว้เยอะหรือไงกันพอมาถึงชาตินี้บุญเก่าก็ยังไม่หมดแถมมีมาเพิ่มเรื่อยๆ เติมให้ตลอดอะไรแบบนี้ “คิดอะไรอยู่?” “อ่า” แค่ได้ยินเสียงทักร่างกายก็เปลี่ยนมาเป็นดีดเด้งขึ้นในทันทีอีกทั้งยังเงยใบหน้าขึ้นมองร่างสูงที่บัดนี้มีหมวกสีดำโลโก้ชื่อดังติดเพิ่มมาบนร่างกาย พี่กวางได้แค่ยกยิ้มให้กับฉันก่อนที่จะก้มคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูบนโต๊ะกลางขึ้นมาใส่ที่กระเป๋ากางเกง “ไม่ได้คิดอะไรค่ะ” “โกหกไม่ดีนะ” “ใจไม่ได้โกหกเสียหน่อยค่ะแค่คิดเรื่อยเปื่อย” “แสดงว่าว่างใช่มั้ย” “ก็ว่าง... พี่กวางมีอะไรจะใช้ใจหรอคะ” “ไม่ใช่เหรอแรงงานเด็กอ่ะจะชวนในเมืองหน่อย ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้มั้ยครับ” “…” “ทำไมสีหน้าไม่ดีล่ะมีอะไรหรือเปล่าใจ บอกพี่หน่อย” “ใจไม่ได้เป็นอะไรค่ะไปเป็นเพื่อนพี่กวางได้สบายเลย” รอยยิ้มออกมาจากริมฝีปากของฉันในทันทีที่พูดจบลงเพราะไร่นาคนิลอยู่ไกลจากตัวเมืองไปแค่สิบกว่ากิโลเมตรจึงเป็นเรื่องง่ายดายของการสัญจรไปมาอย่างไม่ติดขัด ตอนนี้ฉันได้มานั่งข้างคนขับรถหรูซึ่งมีแค่สองที่นั่งรถคันนี้พึ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกแถมยังมีสีสันเด่น รถสีส้มเด่นขนาดนี้ คิดว่าไม่เรียกสายตาคนอื่นหรือไง “คุณ... เอ่อพี่กวางจะไปไหนเหรอคะ” “ซื้ออุปกรณ์การเรียนนิดหน่อยครับ” อ่า... จริงสินะวันมะรืนก็เปิดเรียนแล้วในเทอมสุดท้ายด้วยนิ “ร้านไหนดีใจ” “ต้องร้านนี้ค่ะในห้าง เพื่อนๆ ซื้อกันเยอะ” “บอกทางพี่นะ” “ได้ค่ะ” ฉันบอกทางพี่กวางจนกระทั่งพวกเราทั้งสองเข้ามาอยู่ในห้างใหญ่แห่งหนึ่งของตัวจังหวัดสิ่งที่เลยที่พี่กวางมุ่งหน้าหาก็คือร้านที่ขายอุปกรณ์การเรียนจริงๆ แต่เนื่องจากเป็นร้านใหญ่จึงมีหนังสือขายด้วย ฉันยืนตรงโซนอุปกรณ์เครื่องเขียนดูผ่านสายตาไปซึ่งพี่กวางก็อยู่ตรงข้ามกันระหว่างฉันกับพี่กวางมีชั้นปากกายี่ห้อต่างๆ ขั้นกลางเอาไว้ ชั้นไม่สูงจึงสามารถเห็นเวลาพี่กวางยืนเทสปากกาทำหน้ายุ่งๆ อย่างชัดเจน “ใจพี่ฝากถือให้หน่อยครับ” “ได้เลย” ปากกกาสีสวยกว่าสิบเล่มถูกส่งมาให้ฉันถือเอาไว้จากนั้นอีกคนก็ยังหยิบโน้นนี่มาเทสแล้วกำเอาไว้เช่นเดิมซึ่งฉันก็พอเข้าใจจริงๆ ว่าพี่กวางคงเปิดฝาปากกาไม่สะดวกเวลาลองแน่ๆ จึงเลือกฝากฉันเอาไว้จนเวลาผ่านไปสายตาก็เจอกับปากกาด้ามหนึ่งมีสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุกน่ารักมากจนทำให้เผลอยิ้มได้ไม่ยากเลยกระทั่งมืออีกข้างที่กำลังจะยื่นเข้าไปจับปากกาเล่มนี้ชะงักลงเมื่อได้ยินประโยคหนึ่งเข้ามาแทรก “แพงนะถ้าไม่มีปัญญาซื้อก็อย่าจับเลย” “ฟังที่อีฟ้าพูดเถอะอีน้อย” “มึงๆ มันชื่ออีน้อยใจ” “อ๋อ...อีน้อยใจ” เป็นฟ้าและก็ฝนคู่พี่น้องแฝดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มนี้แหละที่ฉันอยู่ด้วยกันกับพวกเธอ “ไม่อยู่ไร่อยู่นาแล้วเหรอถึงมาเดินห้างได้” “มึงก็ถามมันแปลกอีฝน อีน้อยใจมันเป็นคนใช้ เจ้านายใช้มันแน่ๆ” “แล้วฟ้ากับฝนมาเที่ยวกันเหรอ แต่งตัวสวยมากเลยนะ” “งี้แหละอีน้อยเสื้อสวยก็ต้องคู่คนสวยๆ” ฝนเป็นคนตอบ “แต่งแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่งแบบที่มึงไม่มีปัญญาแต่งอ่ะอีน้อยใจ” ตบท้ายด้วยฟ้า “ก็คงใช่แหละ” เพราะฉันไม่เคยใส่หรือว่าซื้ออะไรเป็นของตัวเองที่ราคาค่อนข้างแพงมาก่อนอย่างเสื้อผ้าปีหนึ่งถึงมีชุดสวยๆ ในราคาเบาสักครั้งส่วนที่ใส่ออกมาบ้างครั้งก็ได้มาฟรีจากพี่ๆ คนอื่นที่แม่รู้จักหอบหิ้วของเก่ามาให้ เคยได้ยินไหมกับประโยคที่ว่า ‘เก่าของใครแต่เป็นของใหม่สำหรับฉัน’ ก็มีประมาณนั้นเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้แต่รู้ว่าอยากได้แต่ไม่มีปัญญา อยู่แบบนี้ไม่เสียหายหรอกพอโตค่อยซื้อก็ได้ ทุกอย่างล้วนเติบโตขยับออกไปได้เสมอและก็ไม่มีอะไรอยู่กับที่ได้หรอกฉันเชื่อแบบนั้น การลำบากในวันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของฉันที่พยายามทำให้รู้ถึงความอดทนการแก้ไขก็ได้ถึงแม้จะเป็นอะไรที่ร้ายๆ ฉันเชื่อเสมอว่าถ้าผ่านมันไปได้ถ้าเจอเรื่องอื่นๆ ที่หนักหนาเข้ามาอีกตอนนั้นฉันอาจมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ แล้วก็จะผ่านมันไปได้ง่าย ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีอะไรง่ายก็ตาม แต่หนทางแก้ไขมีแน่ๆ “รู้ตัวก็ดีแล้วอีน้อยใจ” ฝนย้ำทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดพวกนั้นมาสู่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งที่เห็นในเวลาต่อมาก็คือฟ้าได้เอาตัวไปอีกฝั่งซึ่งเป็นฝั่งเดียวกันกับที่พี่กวางเลือกปากกาอยู่ ฟ้าพยายามขยับตัวให้ใกล้ชิดอีกฝ่ายมากที่สุดนี้คงเป็นสเต็บแรกของการทำความรู้จักแต่พี่กวางกับไม่สนใจเลยสักนิด ฉันยังแอบเห็นว่าพี่กวางขยับตัวห่างเพื่อหนีฟ้าด้วย “หล่อลากอีฟ้าชอบแน่ๆ” “อ๋อ...” ฉันไร้ประโยคพูดต่อได้แต่มองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าที่กำลังเกิดขึ้น “เดี๋ยวไปดูหนังสือก่อนนะ” “ไปดิ” ยิ่งอยู่ก็ยิ่งจะทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ ฉะนั้นถ้าจะเลือกเดินออกมาแล้วมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดฉันก็มักจะเลือกทำมันทันที การเดินเข้ามาในโซนหนังสือเรียนวิชาสังคมซึ่งเป็นวิชาที่ฉันชอบสุดก่อนเลือกหนังสือเล่มหนึ่งมาไว้ในมืออ่านรายละเอียดย่อยๆ ทว่าสายตาและจิตใจกับไม่มุ่งมั่นตรงหนังสือเลย แล้วฉันก็ขยับตัวแอบมองไปยังโซนปากกาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เห็นว่าฟ้าเป็นฝ่ายชวนพี่กวางคุยด้วย แต่ในนาทีเดียวกับนัยน์ตาสีน้ำตาลคมเข้มคู่นั้นกับมองทะลุมาสบสายตากับฉันที่อยู่ห่างแต่เป็นแนวยาวเดียวกัน คิ้วขมวดนิดๆ เหมือนกำลังรำคาญอะไรสักอย่างหนึ่งแค่นิดเดียวสายตาก็หันไปมองคู่สนทนาตรงหน้า พี่กวางเหมือนปฏิเสธอะไรสักอย่างหนึ่งกับฟ้า ปฏิเสธจริงจังมากๆ จากนั้นไม่นานฝนก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยก่อนที่แฝดทั้งสองคนจะเดินหลีกเลี่ยงออกไป ตอนนี้ฉันกับมั่นใจได้เลยว่าพี่กวางค่อนข้างไม่ชอบให้ใครมาแตะร่างกายของตัวเองเท่าไหร่นักแค่ฟ้ายืนใกล้เท้าใหญ่ก็จะขยับถอนเพื่อสร้างระยะห่างเองเสมอ แต่ตอนนี้ฉันควรออกจากความคิดตัวเองได้แล้วเพราะพอใช้สายตามองไปที่พี่กวางอยู่กับกลายเป็นว่ามันว่างเปล่าไม่มีใครเลย “พี่อยู่นี่” “คะ?” ฉันพับหน้าหนังสือลงแล้วหันหลังกลับก็เจอคนตัวสูงยืนประชิดตัวเองจนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวของเขาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน “เอ่อ... พี่กวางจะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ” “ไป” “ไปไหนเอ่ย?” “เด๋อ” ไม่แค่พูดแต่คราวนี้มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาเคาะเหม่งของฉันเบาๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแบฝ่ามือใหญ่กางออกมากันกุมหน้าผากของฉันเอาไว้เมื่อฉันขยับตัวเลี้ยวแต่ไม่ทันระวังหน้าผากต้องกระแทกกับชั้นวางที่สูงกว่ายังดีที่แรงกระแทกไม่เยอะเพราะมีมือใหญ่กันเอาไว้ “มานี่เลย” พี่กวางเลือกคว้าหนังสือจากมือฉันไปไว้ตรงที่เดิมจากนั้นก็จับดึงคอเสื้อของฉันเหมือนที่เคยทำตอนเอาใบเตยที่บ้านจนไปถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน รอไม่นานนักเราสองคนก็เดินออกมาแล้วรู้ไหมพี่กวางยังไม่ปล่อยคอเสื้อฉันเลยไม่ว่าจะเดินไปจุดไหนจนมาถึงชั้นสามซึ่งมีร้านกาแฟชื่อดังและเป็นร้านอาหารในตัวเด่นออกมา พี่กวางพาฉันเข้าร้านนี้ พี่กวางสั่งทุกอย่างให้เสร็จสรรพแต่ทุกครั้งที่สั่งเขาก็มักจะถามว่าชอบไหม แพ้หรือเปล่าและที่ทำให้แปลกใจเลยก็คืออยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ไม่มีใครเคยพูดกับฉันสักครั้งนี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ “ถามอะไรได้มั้ยใจ” “ได้ค่ะ” “สองคนที่เจอร้านหนังสือเพื่อนเหรอ?” “ก็... ใช่ค่ะ ใจเข้าเรียนมอหนึ่งก็มีแค่ฟ้ากับฝนที่สนิท ถ้าแบ่งกลุ่มก็ได้อยู่กับสองคนนี้ตลอดเลย” คงเพราะข้ามเวลารออาหารมั้งพี่กวางถึงได้อยากรู้พอเครื่องดื่มมาฉันก็หยุดพูดส่วนพี่กวางนั้นก็ค้นถุงที่วางไว้บนเก้าอี้ตัวข้างๆ เป็นถุงจากร้านอุปกรณ์การเรียน “ตอนนี้จะขึ้นเทอมสองก็มีแค่ฟ้ากับฝนแน่เลยค่ะพี่กวาง” “หาไว้บ้าง” “คะ?” “คบคนอื่นไว้บ้างนอกจากสองคนนี้” อ่า... พี่กวางพูดขยายความชัดเจนจากประโยคแรกใบหน้าหล่อทำสีหน้าจริงจังก่อนที่จะดื่มลาเต้ทุกอย่างอยู่ในสายตาของฉันหมดแม้กระทั่งมือใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนมายังตรงหน้าฉัน “แล้วนี่พี่ให้” “…” นี่... ปากกาสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุก “เห็นว่าอยากได้” “แต่...” ใช่ฉันกำลังจะปฏิเสธ “สองด้ามเลยพี่ให้ใจถือว่าเป็นของขวัญวันเปิดเรียนเล่มหนึ่งแล้วแทนคำขอบคุณที่พาพี่มาซื้อของ” “ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้พี่กวางแล้วยิ้มแฉ่งให้กับปากกาสองด้ามที่เป็นสีชมพูด้ามหนึ่งและสีน้ำตาลเข้มด้ามหนึ่งจะรักษาเอาไว้อย่างดีเลย “พี่กวาง...” “หื้ม?” “ใจจะตั้งใจเรียนเลย”

ต้องการอ่านต่อหรือไม่

อ่านต่อเพื่อติดตามเรื่องราว

อ่านต่อ

รายการตอน

ทั้งหมด 13 ตอน

  1. ตอนที่ 1บทที่ 1 INTO
  2. ตอนที่ 2บทที่ 2 CHAPTER 1
  3. ตอนที่ 3บทที่ 3 CHAPTER 2

ผลงานใหม่